(จดหมายเปิดผนึก)
เรื่อง ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีเกี่ยวกับสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย
เรียน พี่น้องผองเพื่อนชาวเทศบาลที่เคารพทุกท่าน
ตาม ที่ปรากฏข่าวต่อสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ มติชน ได้เผยแพร่ข่าวการต่อสู้เรียกร้องการมีสิทธิ มีเสียง มีส่วนร่วม ในสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย (ส.ท.ท.) ของสมาชิกสภาเทศบาลหลายท่าน โดยเฉพาะตัวกระผม นายสุขกาย สุริยะโรจน์ สมาชิกสภาเทศบาลเมืองยโสธร น่าจะถูกสัมภาษณ์และให้ข่าวมากที่สุดนั้น
ผม เห็นว่า เพื่อเป็นการให้ข่าวสารที่ถูกต้องแก่พี่น้องชาวเทศบาล อีกทั้งเป็นการเปิดกว้างทางความคิด เพื่อพัฒนาวงงานเทศบาลให้ปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน และบุคลากรทุกภาคส่วนของเทศบาลอย่างเป็นธรรม จึงขอส่งจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ ให้ ชาวเทศบาลทุกท่านได้โปรดพิจารณา โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ประเด็นที่เป็นสาเหตุแห่งการต่อสู้เรียกร้องการมีสิทธิ มีเสียง มีส่วนร่วม ในสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย (ส.ท.ท.)
1.การ จัดโครงสร้างการบริหารงานของ ส.ท.ท. ขาดความเป็นธรรม เนื่องจาก ส.ท.ท. กล่าวอ้างอยู่เสมอว่า เป็นองค์กรตัวแทนของเทศบาลทั่วประเทศ และใช้ทรัพยากรจากเทศบาลต่าง ๆ แต่ในการจัดโครงสร้างทางการบริหาร ไม่มีผู้แทนหรือตัวแทนจากฝ่ายสภาเทศบาลแม้แต่คนเดียว หรือแม้แต่ระเบียบข้อบังคับของสมาคม ในหมวดนิยาม ก็ไม่มีคำว่า “ สมาชิกสภาเทศบาล ”มีแต่ นายกเทศมนตรีและปลัดเทศบาล ทั้งๆที่ ในพระราชบัญญัติ เทศบาลฯ มาตราที่ 14 “ องค์การเทศบาลประกอบด้วยสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี ”นอกจากนี้คณะกรรมาธิการบริหาร ส.ท.ท. มิอาจหาเหตุผลที่ชอบธรรมมาอธิบายให้แก่สมาชิกสภาเทศบาลเข้าใจได้ว่า เพราะเหตุใด สมาชิกสภาเทศบาลจึงไม่มีสิทธิเป็นกรรมการบริหารของสมาคม ทั้งนี้เหตุผลที่ฝ่ายนายกเทศมนตรีมักอ้าง เช่น ส.ท.คือลูกน้องของนายก , ข้อบังคับของสมาคมแก้ไขยาก , ส.ท.ท.คือองค์กรของฝ่ายบริหารเทศบาลมิใช่ของฝ่ายสภา , ธรรมเนียมปฏิบัติไม่เคยมี เหตุผลข้ออ้างเหล่านี้ล้วนแล้วถูกหักล้างได้ทั้งสิ้น
2.การ ดำเนินการ ของ ส.ท.ท. บางเรื่อง มีปัญหาว่าด้วยความชอบแห่งกฎหมายและระเบียบของทางราชการ เช่น กรณีการเรียกเก็บค่าบำรุงส.ท.ท. จากเทศบาลต่างๆ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคต่างๆ มีหนังสือแจ้งให้เทศบาลตรวจสอบเพื่อเรียกเงินคืนและไม่ให้จ่ายเงินแก่ ส.ท.ท. ในปีงบประมาณ 2554 จนกว่าจะมีข้อยุติจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น , กรณีการสมัครเป็นสมาชิก ส.ท.ท. ของเทศบาลตั้งใหม่โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาเทศบาล อาจจะถือ
( 2 )
ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 หรือไม่ เพราะ การสมัครเป็นสมาชิกส.ท.ท.ผู้ที่ลงนามคือ นายกเทศมนตรีและปลัดเทศบาล ซึ่งไม่ทราบว่าใช้อำนาจหรือใช้ระเบียบ กฎหมายใดในการดำเนินการดังกล่าว โดยที่สภาเทศบาลไม่มีส่วนรับรู้หรือรับทราบแต่อย่างใด แต่ผลจากการสมัครเป็นสมาชิก ส.ท.ท. จะทำให้เกิดนิติกรรมที่มีผลผูกพันต่อการใช้งบประมาณของเทศบาล ซึ่ง หากเป็นการทำนิติกรรมอื่นๆที่มีผลต่อการใช้งบประมาณของเทศบาลจะต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาเทศบาลทั้งสิ้น เช่น การกู้เงิน การจ่ายขาดเงินสะสม การจ่ายเงินอุดหนุน และประเด็นที่เห็นว่า อาจจะขัด ต่อรัฐธรรมนูญนั้น ก็เนื่องมาจาก ระเบียบหรือหนังสือสั่งการต่างๆที่ ส.ท.ท.อ้างนั้น ล้วนแล้วเป็นหนังสือที่ออกก่อนรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งสิ้น ใน ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเน้นการมีอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตาม หลักการปกครอง ตนเอง มีอิสระในการบริหารจัดการ การเงินการคลัง และต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมและการตรวจสอบจากประชาชน แต่กรณีของส.ท.ท.แม้แต่สภาเทศบาลซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนยังตรวจสอบมิได้แล้วประชาชนจะตรวจสอบได้อย่างไร
3.กิจกรรม ที่ ทาง ส.ท.ท. ดำเนินการส่วนใหญ่ ผู้ที่มีส่วนร่วม คือ นายกเทศมนตรี ปลัดเทศบาลและเจ้าหน้าที่ฝ่ายประจำอื่นๆ แต่ฝ่ายสภาเทศบาลแทบจะไม่มีสิทธิหรือแม้นมีก็มีน้อยมาก เช่น การประชุมสันนิบาตเทศบาลตั้งแต่ระดับจังหวัด ภาค และประเทศ สมาชิกสภาเทศบาลแห่งใดบ้างที่มีสิทธิเข้าร่วม ในลักษณะเดียวกับนายกเทศมนตรีและปลัดเทศบาล
4.การปกป้องรักษาสิทธิหรือดำเนินการเพื่อการพัฒนาวงงานสภาเทศบาล มีน้อยมาก เช่น การเรียกร้องเรื่องสวัสดิการ การพัฒนาองค์ความรู้ การเรียกร้องเรื่องการจัดตั้งกองกิจการสภา สิ่งเหล่านี้ คณะกรรมการบริหารส.ท.ท.ยังดำเนินการไม่ชัดเจน หรือไม่เท่าเทียมกับการปกป้องสิทธิหรือผลประโยชน์ของฝ่ายบริหาร
5.ส.ท. ท.เบียดบังทรัพยากรของเทศบาลเกินความจำเป็นและสภาเทศบาลต่างๆมิอาจตรวจสอบ ได้ เช่น ในการจัดกิจกรรมของ ส.ท.ท. จะมีการใช้งบไปราชการจำนวนมากและตรวจสอบยาก และมักจะมีคำครหาว่า ผู้ที่เบิกจ่ายงบไปราชการบางครั้งก็ไม่เข้าร่วมกิจกรรมของ ส.ท.ท.จริง หรือเข้าร่วมช่วงเวลาสั้นๆ เป็นเพียงการลงชื่อ แล้วไปปฏิบัติภารกิจอื่น
6.สมาชิก สภาเทศบาลหลายคนเกิดความรู้สึกว่า ส.ท.ท. ผูกขาดการพัฒนาวงงานเทศบาลไว้เพียง นายกเทศมนตรีและปลัดเทศบาล ทั้งที่ บุคลากรฝ่ายสภามีเป็นจำนวนหลายหมื่นคนทั่วประเทศ ที่มีประสบการณ์ มีความรู้ ความสามารถ มีความคิดที่สร้างสรรค์ มีความกล้าหาญ และพร้อมที่จะเสียสละ ทำให้การพัฒนาวงงานเทศบาลถูกจำกัด ขาดความหลากหลายและไม่คล่องตัว ยกตัวอย่างเช่น การต่อสู้เรื่องเงินอุดหนุน ถามว่า จะมีนายกเทศมนตรีซักกี่ท่านที่กล้าประท้วง จะมีปลัดเทศบาลซักกี่คนกล้าเดินขบวน แต่ถ้า ส.ท.มีส่วนร่วมอย่าว่าแต่ประท้วงหรือเดินขบวน
( 3 )
แม้แต่การฟ้องร้องส.ท.ก็สามารถทำได้ เพราะ ว่า ปริมาณและความคล่องตัวของ ฝ่ายสภาจะมีมากกว่า ที่สำคัญ ส.ท.มีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายใด
ข้อเรียกร้อง(ความเห็นส่วนตัว)
1.ขอ ให้คณะกรรมาธิการบริหารสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ปรับปรุงโครงสร้างการบริหารงานของสมาคม ให้มีบุคลากรทุกภาคส่วนของเทศบาล ในจำนวนที่เหมาะสมคำนึงถึงการมีสิทธิ มีเสียงมีส่วนร่วม และให้ความสำคัญแก่ผลประโยชน์ของประชาชนและเทศบาลเป็นที่ตั้ง
2.คณะกรรมาธิการบริหารส.ท.ท. ควรดำเนินการหาข้อยุติ การดำเนินการที่อาจจะมีปัญหาว่าด้วยความชอบของกฎหมาย เป็นกรณีเร่งด่วน
3คณะกรรมาธิการบริหาร.ส.ท.ท.ควรหามาตรการหรือจัดกิจกรรมที่คำนึงการประหยัดและคุ้มค่า
4.คณะกรรมาธิการบริหารส.ท.ท.ควรยึดหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินงาน แม้ส.ท.ท.จะเป็นองค์กรเอกชน แต่ส.ท.ท.ใช้งบประมาณและทรัพยากรของเทศบาลทั่วประเทศ
5.คณะกรรมาธิการบริหารส.ท.ท.ควรกระจายอำนาจให้บุคลากรของเทศบาลทุกภาคส่วน มีส่วนร่วมในการพัฒนาวงงานเทศบาล
6.คณะกรรมาธิการบริหารส.ท.ท. ควรรีบแก้ข้อบังคับของสมาคมที่มีปัญหาและที่ไม่เป็นธรรม
ข้อเสนอแนะ(ความเห็นส่วนตัว)
1.คณะกรรมาธิการบริหาร ส.ท.ท.ควรหาข้อสรุปให้ได้ว่า สมาคมสันนิบาตเทศบาล ฝ่ายสภา ควรมีสิทธิมีเสียง มีส่วนร่วมหรือไม่ หากข้อสรุปคือไม่ ทาง ส.ท.ท. ต้องใช้ชื่ออื่น เช่น สมาคมสันนิบาตผู้บริหารเทศบาลแห่งประเทศไทย หรือชื่ออื่นๆที่ไม่ใช่การแอบอ้างว่าเป็นตัวแทนของ “ เทศบาล ”ทั้งมวล
2.คณะ กรรมาธิการบริหารส.ท.ท. ควรเพิ่มสัดส่วนกรรมการบริหาร ส.ท.ท. ในฝ่ายสภาเทศบาล ไม่น้อยกว่า 10 คน 5 ภาค ภาคละ 2 คน โดยมาจากการเลือกตั้งหรือการสรรหาจาก สมาชิกสภาเทศบาลทั่วประเทศ และควรเพิ่มสัดส่วนฝ่ายสภาเทศบาลในคณะอนุกรรมาธิการชุดต่างๆ 12 คณะ อย่างน้อย คณะละ 1 คน หรือไม่ก็ควรเพิ่มคณะอนุกรรมาธิการชุดที่ 13 คือ คณะอนุกรรมาธิการกิจการสภาเทศบาลอีกหนึ่งคณะ
3.ประเด็น การดำเนินการที่มีปัญหาว่าด้วยความชอบแห่งระเบียบและกฎหมาย ส.ท.ท.ควรดำเนินการแก้ไข ปัญหาเรื่องค่าบำรุง ส.ท.ท. ได้หลายวิธี เช่น ประสานให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการ จ่ายค่าบำรุง แทน เทศบาลต่างๆ ใช้หลักการอุดหนุน , การออกระเบียบให้ชัดเจน , การเปลี่ยนอัตราค่าบำรุงตามขนาดของเทศบาล เช่น เทศบาลตำบล 10,000 บาท เทศบาลเมือง20,000
บาท เทศบาลนคร 30,000 บาท เป็นต้น , แก้เงื่อนไขหรือข้อบังคับของสมาคม ให้เพิ่มหลักเกณฑ์ การสมัครสมาชิก ส.ท.ท. ต้องได้รับความเห็นชอบจาก สภาเทศบาล
4.คณะ กรรมาธิการบริหารส.ท.ท.ต้องมอบนโยบายให้ สันนิบาตเทศบาลทุกระดับ กระจายอำนาจในองค์กรให้ฝ่ายสมาชิกสภาเทศบาลมีสิทธิมีเสียงมีส่วนร่วม
5.คณะ กรรมาธิการบริหารส.ท.ท. ควรจัดกิจกรรมสัมมนาระเบียบข้อบังคับสมาคมที่เป็นปัญหาและไม่เป็นธรรม โดยระดมความเห็นจากบุคลากรของเทศบาลทุกฝ่าย
6.คณะ กรรมาธิการบริหารส.ท.ท.ควรเน้นการจัดกิจกรรมที่เป็นการเพิ่มรายได้ ให้แก่ ส.ท.ท. เพื่อสามารถเลี้ยงตัวเองให้ได้ในระยะยาว และควรหามาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายของเทศบาลต่างๆที่ต้องจัดสรรให้ส.ท.ท. เช่น การจัดอบรมสัมมนาเอง การจัดการเรื่องสถานที่พัก การส่งเสริมเทศพาณิชย์ หรือจัดทำสหการ การจัดตั้งกองทุน เทศบาลช่วยเทศบาล เมืองใหญ่ช่วยเมืองเล็ก การพักชำระหนี้ค่าบำรุง การใช้สื่อเคเบิ้ลทีวี หรือ วิดิโอคอนเฟอเร้นท์ ในการจัดกิจกรรมหรือการประชุม การจัดพิมพ์คู่มือ ตำราที่ใช้เพื่อการปฏิบัติงานในวงงานเทศบาล เป็นต้น
ข้อสรุป
คณะกรรมาธิการบริหารส.ท.ท.และบุคลากรของเทศบาลทุกภาคส่วน ต้องช่วยกันแก้ปัญหานี้ หากไม่สนใจ หรือ ลอยตัวหนีปัญหา ความยุ่งยากต่างๆก็จะเกิดขึ้นได้ และที่สำคัญองค์กรที่จะเป็นตัวแทนของเทศบาลจริงๆจะต้องไม่มีการแบ่งแยก ดังนั้นทุกฝ่ายควรเปิดใจกว้าง ให้เกียรติ และยึดหลักสมานฉันท์ แล้วปัญหาทุกอย่างจะแก้ไขได้
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
ขอแสดงความนับถือ
นายสุขกาย สุริยะโรจน์
สมาชิกสภาเทศบาลเมืองยโสธร
21 พ.ค. 2553
หมายเหตุ...หากท่านเห็นว่า จดหมายเปิดผนึกฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาวงงานเทศบาล ขอความกรุณาได้โปรดช่วยกันเผยแพร่ จะขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

จดหมายเปิดผนึก ส.ท.สุขกาย
จำนวนคนดู: (452) จำนวนคนตอบ: (0)
โดย: นายสุขกาย สุริยะโรจน์
ip: 223.207.180.xxx
วันที่โพส: 22 พฤษภาคม 2553
ความคิดเห็นที่: 1


